Violet Heart 28 (ไม่สมบูรณ์)
VIOLET HEART
Part 28
[Jin & Kazuya] [Yuichi & Yama-P] [Ryo & Uchi]
เคยได้ยินคำว่า ‘รอให้นรกเย็นก่อนเถอะ’ หรือเปล่า
ถึงจะไม่เคยเห็นนรกว่าร้อนขนาดไหน แต่อย่างน้อยจินก็เคยเห็นยมทูต ครั้งแรกเลยก็ตอนช่วยเจ้ากระต่ายน้อยนามว่าฮิคารุนั่นแหละ
“เจ้าชายยย...”
รัชทายาทองค์ที่ 1 แห่งโซระหยุดทำงานมาได้สักพักแล้ว พู่กันที่วางอยู่บนแท่นเล็กๆของมันก็เริ่มแห้งแล้วด้วยเพราะเจ้าตัวเล็กขึ้นมานอนดิ้นอยู่บนโต๊ะและยังทับเอกสารทั้งกองจนทำงานต่อไปไม่ได้
“เจ้าชายยย...”
จินยังคงจิบชาอย่างเงียบๆไม่สนใจท่อนขาป้อมๆที่ตวัดไปมาอยู่ตรงหน้าหรือเสียงครางประท้วงเหมือนสัตว์เล็กเจ็บปวด มิซากิร้องงอแงอยู่อย่างนี้มาหลายสิบนาทีแล้วและคงจะปักหลักประท้วงต่อไปอีกหลายสิบนาทีข้างหน้าถ้าจินไม่ยอมตกลงจะให้เล่นกับนางพญา
“เจ้าจะรายงานความคืบหน้าให้ข้าฟังได้หรือยังมิซากิ”
เสียงถ้วยชาวางกระทบจานรองกระเบื้อง ชาในวันนี้ทั้งขมทั้งฝาด ไม่โคคิก็แม่ครัว ใครสักคนต้องใส่ยาขมลงไปแน่ๆ ทำไมจะต้องมาห่วงกับแผลที่หายสนิทแล้วกันขนาดนั้นด้วย พอบังคับให้กินยาไม่ได้ก็เล่นวิธีนี้กันเลยรึ
“จนกว่าท่านจะรับปากให้ข้าไปหาท่านคาเมะของข้า ข้าจะไม่เล่าอะไรให้ฟังเด็ดขาด แม้แต่เรื่องเรียวจังเล่นถอดเสื้อผ้าอุจจังด้วย”
“หืม...!?”
หากชารสประหลาดยังอยู่ในปากจินอาจจะสำลักออกมาแล้ว ตอนนี้ก็แค่ไอแค่กๆเพราะสำลักน้ำลายตัวเองทันทีที่หูสำเหนียกว่าคนสนิทของตัวเองกับน้องชายทำอะไรกัน
“อยากรู้ล่ะสิๆ พาข้าไปหาท่านคาเมะก่อนสิแล้วข้าจะบอก” มิซากิหมุนตัวมายื่นหน้าอวบอิ่มใส่พระองค์ ศีรษะเล็กผงกขึ้นลงเหมือนกบว่ายน้ำ แถมยังทำหน้าภาคภูมิในความลับที่ตัวเองเก็บงำเอาไว้ชนิดว่าองค์รัชทายาทต้องคุกเข่าขอร้องเท่านั้นถึงจะยอมบอก
“ไม่...”
คำตอบทำให้มิซากิหน้าหงิกด้วยความผิดหวัง เจ้าตัวเล็กแลบลิ้นใส่เจ้านายของตัวเองและสะบัดหน้ากลับไปนอนดิ้นเป็นปลาใกล้ตายอีกครั้ง โคคิเริ่มทำหน้าหวาดกลัวว่าถ้ามิซากิดิ้นมากกว่านี้กองเอกสารตั้งใหญ่ต้องร่วงเกลื่อนกลาดลงมาแน่ องครักษ์หนุ่มจึงรีบเดินมาย้ายมันรวมถึงเอกสารสำคัญอื่นออกไปให้พ้นรัศมีทำลายล้างของภูตลม
อีกหลายอึดใจต่อมาร่างเล็กๆก็เริ่มหมดแรงจะดิ้นจึงนอนพลิกไปพลิกมาก่อกวนไม่ให้องค์รัชทายาททำงานได้ ขณะเดียวกันจินก็เบื่อจะเอ็นดูท่าทางน่ารักนั้นแล้ว และวันนี้ก็มีงานใหญ่รออยู่ แปลว่าต้องจัดการเอกสารให้เสร็จสิ้นเสียก่อนภายในเช้านี้ และไม่มีเวลามาเล่นฝึกความอดทนกับภูตจอมพร่ำด้วย
“งั้นข้าจะยอมหอมแก้มเจ้าก็ได้ มาสิ”
จินทำหน้าราวกับว่ามันคือการลงทุนครั้งใหญ่ แต่มิซากิกลับสะบัดหน้าเชิดใส่ราวกับจินเป็นเพียงทองเก๊หลังจากพบทองแท้เข้าแล้ว
“ไม่...”
แล้วทองแท้จะเป็นใครไปได้ล่ะ...
“ข้าจะยอมให้ท่านคาเมะหอมข้าได้คนเดียวเท่านั้น”
หึ! รอให้นรกเย็นก่อนเถอะ!!!
“เดี๋ยวนี้เจ้าชักจะนิสัยเสียแล้วนะมิซากิ ถ้าไม่คิดจะทำหน้าที่ก็ออกไปเลย”
“เดี๋ยวนี้ข้าก็เจอแต่คนขี้หงุดหงิดเหมือนกัน เรียวจังก็ชอบขู่ เจ้าชายก็ยังมาขี้หวงอีกคน ไม่มีใครดีเท่าท่านคาเมะของข้าอีกแล้ว เยือกเย็น ใจดี แถมยังไม่ทำหน้ายักษ์เหมือนพวกท่านด้วย”
ความแก่นของเจ้าตัวเล็กทำให้จินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเต็มที มากวนเวลาทำงานแล้วยังมาพูดเชิดชูนางพญาให้ได้ยินอีก
“เจ้าภูตลมปากมาก...ข้ารู้แล้วว่าจะทำยังไงกับปากไม่มีสาระของเจ้าดี”
และภายในไม่กี่นาทีต่อมา...
“ไง คราวนี้อยากพูดอะไรก็พูดมาเลย”
“ข้าจะฟ้องท่านคาเมะ ข้าจะฟ้องอุจจัง ข้าจะฟ้องทุกคนเลยว่าเจ้าชายจินโรคจิตแค่ไหน”
มิซากิแผดเสียงท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของเจ้าชาย โคคิแสร้งทำเป็นปัดฝุ่นชั้นเอกสารเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นว่าลำคอตัวเองเกร็งแค่ไหนกับการกลั้นหัวเราะแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปที่หน้าต่าง เพราะที่นั่นมีภูตลมถูกมัดห้อยหัวรับลมโกรกลอยไปมา และยังมีองค์รัชทายาทนั่งอยู่บนวงกบหน้าต่างคอยจิ้มปลายนิ้วไปบนพุงกลมๆให้ร่างเล็กโยกไหวเวลาลมพัดผ่านเบาเกินไป
แต่ที่พิเศษกว่าการมัดห้อยหัวเหมือนที่ผ่านๆมาก็คือเชือกกับผลแอปเปิล เชือกเส้นนั้นถูกมัดติดกับเท้าเล็กๆ ตรงปลายเชือกคือแอปเปิล ความยาวของมันจะพอดีกับบริเวณปากช่างเจรจา เวลาที่มิซากิแกว่งไปมา บางครั้งลูกแอปเปิลก็แกว่งเข้ามาชนปากพอดี ดังนั้นเวลาจะพูดก็ต้องคอยระวังว่าลูกแอปเปิลจะลอยมากระแทกปากเมื่อไหร่...
“ถ้าเจ้าไม่อยากปากเจ่อก็คอยหลบมันให้ดีๆละกัน”
“ข้าจะเป่าให้มันไปกระแทกหน้าท่านเสียเลย”
“ลองทำดูสิ ข้าจะจับมันยัดปากเสียๆของเจ้าทั้งลูกเลย”
“ดี ข้าจะกินให้หมดเลย”
“ถ้าเจ้าไม่หยุดพูดอีก ข้าจะส่งเจ้าไปให้ยามะพีเสียเลย”
ดวงตากลมพองโตและในทันทีทันใดนั้นน้ำใสๆก็ปริ่มอยู่ในม่านตาพร้อมๆ มิซากิเริ่มเบะปากจะร้องไห้ จากนั้นเสียงแห่งความหวาดหวั่นก็มาแทนที่ท่าทางอวดดีเมื่อครู่จนหมดสิ้น
“อย่านะ อย่าส่งข้าไปเลย”
เจ้าตัวเล็กอ้อนวอนเสียงอ่อย สั่นหน้าหงึกๆราวกับมีอะไรฝังใจกับอนุชาคนสุดท้องของพระองค์เหลือเกิน
มันก็แน่อยู่แล้วที่มิซากิจะกลัว ครั้งหนึ่งเจ้าตัวเล็กเคยชี้หน้ายามะพีแล้วพูดอย่างจริงใจว่า ‘รอยยิ้มท่านอย่างกะปีศาจ’ จากนั้นเจ้าตัวเล็กก็ถูกจับถ่วงน้ำเป็นวัน บางทียามะพีอาจจะเป็นคนเดียวที่ทำให้มิซากิหวั่นเกรงที่สุดก็เป็นได้
“งั้นเจ้าก็รีบเล่าสิ่งที่ให้ไปดูมาได้แล้ว”
มิซากิสะบัดหน้าฮึดอัดไม่พอใจ ปากสีแดงฉ่ำห่อเข้าหากันเมื่อแก้มเล็กๆทั้งสองข้างพองลมป่องเหมือนปลาทอง เพราะเกลียดน้ำหรอกนะ ไม่ใช่กลัวคนเสียหน่อย...
แล้วข่าวคราวที่ได้สืบรู้มาทั้งหมดก็ค่อยๆถ่ายทอดจากปากอิ่มเล็กกระจิดลิด พร้อมกับท่าทีปั้นปึ่งเล็กน้อย มิซากิจะแกล้งเล่าแล้วหยุดไปเฉยๆบ้างล่ะ พูดมายืดยาวแล้วบอกว่านั่นเป็นเรื่องแต่งเองบ้างล่ะ แล้วพอถึงเรื่องการเล่นถอดเสื้อผ้าของเรียวและอุจิ มิซากิก็พูดแค่ว่า
“เรียวจังบอกว่าจะฉีกข้าเป็นชิ้นๆถ้าข้าเล่าให้ท่านฟัง แต่ข้าก็ไม่เห็นจะมีอะไรต้องห้ามเด็ดขาดขนาดนั้นเลย เพราะท่านก็เล่นไม่ใช่หรือ ข้าเห็นท่านเล่นกับท่านคาเมะตั้งสองสามครั้ง”
มาถึงตรงนี้จินไม่รู้จะกล่าวอะไรดี นอกจากอยากจะจับโคคิที่ยืนทำหน้ากลั้นยิ้มอยู่ใกล้ๆมามัดห้อยหัวด้วยอีกคนเท่านั้น
“มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ คราวหน้าคราวหลังเห็นแล้วก็รีบหลบไม่ใช่ไปยืนดูอยู่อย่างนั้นเข้าใจไหม แต่เจ้าต้องคอยไปขัดจังหวะอุจจี้อีก อย่าให้น้องเจ้าชู้ของข้างาบคนสนิทข้าเด็ดขาด เห็นทีข้าต้องรีบหาโอกาสไปคาเสะนครเสียแล้ว”
“ไม่เข้าใจ ทำไมท่านดูท่านคาเมะถอดได้แต่ข้าดูไม่ได้ล่ะ ท่านคาเมะก็ของข้าเหมือนกันนะ”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ถ้าจับได้ว่าเจ้าแอบดูอีก ข้าจะจับเจ้ากดน้ำเลย ”
“ฮึ! ไม่เห็นจะยุติธรรมเลย” มิซากิกอดอกสะบัดหน้าใส่ ดูท่าแค่จับมัดห้อยหัวจะกลายเป็นความแปลกใหม่สำหรับอีกฝ่ายมากกว่าจะเป็นการลงโทษ
“ข้านะ รีบไปรีบกลับเพื่อที่จะได้กลับมาเล่นกับท่านคาเมะ แต่ต้องมาถูกท่านเทศนาแล้วยังงกไม่ให้ข้าได้เล่นกับท่านคาเมะอีก ข้าอยากนอนกับท่านคาเมะ อยากไปเดินเล่นที่สวนท้ายวัง อยากให้ท่านคาเมะดูข้าเล่นดอกไม้ปลิว อยากทะเลาะกับท่านต่อหน้าท่านคาเมะ เพราะถึงข้าแพ้ ท่านคาเมะก็จะอยู่ฝ่ายข้า ยกเว้นแต่ว่าท่านขี้โกงบังคับท่านคาเมะเท่านั้น”
“พูดไปข้าก็ไม่สนใจหรอก”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่ก็คือไม่”
“ท่านไม่มีเหตุผลนี่ เป็นเจ้าชายประสาอะไรไร้เหตุผลแบบนี้”
“ทำไมข้าจะไม่มีเหตุผล เหตุผลก็คือวันนี้นางพญาต้องปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่มีแรงเล่นกับเจ้าไงล่ะ”
“หา?”
“ได้ยินแล้วก็ไปเล่นที่อื่นไป อย่ามารบกวนข้าทำงาน”
“ถ้าเล่นกับข้าไม่ได้ ก็ให้ข้านอนกับท่านคาเมะเหมือนวันนั้นสิ ข้าสัญญาว่าจะไม่รบกวนแม้แต่นิดเดียว”
มิซากิทำตาใสแจ๋วกระพริบปริบๆขอความเห็นใจเสียน่าเอ็นดู ซึ่งอีกฝ่ายต่อให้พระทัยแข็งแค่ไหนก็ฝืนตีท่าขรึมไม่ค่อยได้นาน
“น๊า...น๊า เจ้าชายจิน”
ความน่ารักของภูตลมทำให้ใจอ่อนยวบเกือบจะยอมตกลงปลงใจ ทว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะถ้าให้นอนด้วยเหมือนเมื่อวันนั้น จินก็ต้องนั่งปวดหลังอยู่บนเก้าอี้ทั้งคืนอีกแล้วสิ ดังนั้นจึงบ่ายเบี่ยงด้วยการผลัดคำตอบไปเสียดื้อๆ
“เอาไว้ตัดสินโทษเรเซย์ตนนั้นก่อนค่อยว่ากัน”
คำพูดของพระองค์ไม่เพียงหยุดยั้งมิซากิให้หยุดออดอ้อนแต่ยังหักเหความสนใจของภูตตัวน้อยอีกด้วย
“วันนี้ท่านจะตัดสินโทษไอ้ตัวดูดเสียงเหรอ”
มิซากิถามด้วยสายตาเป็นประกาย ที่ไม่ปิดซ่อนความเกลียดชังโกรธแค้น
“ก่อนที่ข้าจะถูกชาวเมืองคว่ำบาทไปมากกว่านี้ ต้องทำตัวให้ดูยุติธรรมเสียหน่อย”
“ทำเป็นด้วยรึ”
ภูตน้อยถามออกมาโดยมิได้คิด ก่อนที่จะคิดเอามือปิดปากก็ตอนที่คำสุดท้ายหลุดออกมาแล้ว แล้วพระเนตรวาววับก็ทำให้เจ้าตัวเล็กรีบเปลี่ยนเรื่องให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อ๊า...ดีจัง ข้าจะได้เห็นไฟนรกเผาเจ้าหน้าหล่อนั่นทั้งเป็นให้สมกับที่มันทำร้ายเจ้าชายของข้า ใช่ไหมๆ”
แม้ถ้อยคำเอาอกเอาใจจะไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะพระพักตร์เจ้าชายยังคงเกรี้ยวกราด
“หึ...เจ้าไม่ชอบที่มันทำร้ายข้าหรืออิจฉาความหล่อของมันกันแน่ฮะมิซากิ”
“ข้าไม่อิจฉาความหล่อเลยสักนิด แต่ถ้าเป็นโคคิก็ไม่แน่...”
นานทียูอิจะเห็นนายของตนทานมื้อเช้าได้เยอะขึ้นโดยไม่ต้องมีใครคะยั้นคะยอ เด็กสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะเก็บสำรับอาหารบนโต๊ะหนังสือของพระชายา แล้วเจ้านายรูปงามของยูอิก็กลับไปตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสือต่อไป
ยูอิรดน้ำดอกเจเรเนียมสีม่วงอ่อนในกระถางทั้งสองที่ได้มาจากโคยูกิ ใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ อีกใบอยู่ตรงหน้าต่าง นางเพิ่งเปลี่ยนสีม่านใหม่เมื่อสองวันก่อน สีม่วงอ่อนเหมาะกับฤดูใบไม้ผลิและยังเหมาะกับห้องบรรทมของพระชายาอีกด้วย รวมกระถางดอกไม้อีกสองใบแล้วห้องนี้ก็ดูสบายตาขึ้น ดังนั้นถึงจะอยู่ในห้องนี้ตลอดวันก็ไม่ได้ทำให้เบื่อหน่ายมากนัก เพราะศาลาที่พระชายาอาศัยเป็นที่นั่งเล่นทั้งวันไม่มีอีกแล้ว
แม้ว่ามันจะถูกทุบทิ้งอย่างไม่มีสาเหตุ ทว่าท่านคาเมะก็บอกกับนางว่าเป็นเพราะพื้นที่ในสวนไม่เพียงพอจะปลูกต้นไม้พรรณใหม่ แต่ยูอิก็ยังแปลกใจเล็กน้อยถึงปานกลางว่าถึงสวนจะไม่ใหญ่นักแต่พื้นที่รอบพระราชวังใหญ่โตจะตายไป ทำไมไม่ขยายสวนเอาแทนที่จะทุบศาลาทิ้งเพื่อปลูกต้นไม้พรรณใหม่ แต่ตอนที่นางเดินผ่านสวนเมื่อครู่นี้ก็เห็นโคยูกิคนสวนกำลังลงแปลงดอกไม้ตรงที่เคยเป็นที่ตั้งศาลาอย่างขะมักเขม้น
เมื่อฝากซองจดหมายที่จ่าหน้าถึงบิดาให้นางนำไปส่งที่หอสื่อสาร นายของยูอิก็กลับไปห้องพยาบาลทหารอีกครั้งและบอกให้จัดสำรับมื้อเที่ยงไปสองที่ แต่เมื่อก้าวออกจากห้อง องครักษ์คนหนึ่งขององค์รัชทายาทก็ปรากฏที่หน้าประตูห้อง
“พระชายา...”
“โคคิ...”
“หม่อมฉันจะมาขออภัยเรื่อง...ท่านนากามารุพะยะค่ะ” โคคิคุกเข่าลงตรงหน้าประตูขวางไม่ให้ร่างบางและเด็กสาวนามว่ายูอิได้เดินออกมา
คาเมะมองหน้าสลดของโคคิด้วยสายตาเรียบเฉย ยิ่งทำให้องครักษ์หัวโล้นลูบศีรษะตัวเองทำอะไรไม่ถูก
“ไม่จำเป็นต้องมาขอโทษกับข้าหรอก มันไม่ใช่ความผิดของท่าน”
เสียงแข็งทื่อและดวงตาวาววับทำให้โคคิรู้ว่าพระชายาโกหก และยังรู้ด้วยว่าผู้ที่องค์รัชทายาทเรียกขานว่านางพญาอยากจะถลกหนังเขาออกมาขนาดไหน
“แต่หม่อมฉัน...”
“ถ้าท่านไม่ทำ คนถูกเฆี่ยนก็อาจจะเป็นท่านก็ได้ เพราะฉะนั้นลุกขึ้นเถอะ”
บางทีอาจจะไม่ใช่แค่ถลกหนังก็เป็นได้โคคิคิด พระชายาแทบจะแล่เนื้อออกจากกระดูกของเขาได้ถ้าเขายังไม่ยอมลุกขึ้น ดวงตาเย็นเยือกดุจน้ำแข็งบ่งบอกถึงความหงุดหงิดเต็มเปี่ยม เขาไม่เคยถูกพระชายาโกรธมาก่อน ที่จริงก็ไม่คิดว่าจะถูกโกรธขนาดนี้ด้วย
อาจเป็นเพราะโคคิไม่รู้ว่าพระชายาผู้เยือกเย็นทำไมถึงแสดงท่าทางไม่พอใจใส่ ส่วนหนึ่งมีผลพวงมาจากหลังที่เหวะหวะไปด้วยแผลของยูอิจิก็จริง แต่ที่มากกว่านั้นเป็นเพราะศาลาในสวนถูกทุบทิ้ง นางพญาจึงไม่ลังเลที่จะพาลใส่ใครก็ได้ที่เป็นคนขององค์รัชทายาทและโคคิผู้เป็นองครักษ์ของพระองค์และยังเป็นผู้เฆี่ยนยูอิจิก็ดันมาได้ถูกเวลานัก
“ถ้าหม่อมฉันสามารทำอะไรให้พระชายาพอใจได้...”
โคคิรออย่างหวั่นใจ เสียงอ้ำๆอึ้งๆของตนอาจจะยิ่งไปทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด เจ้าชายจินชอบเป็นอย่างนั้น แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าพระชายาจะเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า...
ร่างบางมองเขาราวกับเล่นสงครามจิตวิทยา แล้วอยู่ๆรอยยิ้มก็เผยขึ้นบนมุมปากสร้างความงุนงงให้โคคิอย่างยิ่ง
“ถ้าท่านอยากให้ข้าสบายใจ หยุดพูดถึงเรื่องนี้แล้วไปกินมื้อเที่ยงกับข้าดีไหม”
“หา!...เอ่อ อะไรนะพะยะค่ะ?”
“ไปกินมื้อเที่ยงกับข้า ที่นั่นมีคนให้ท่านขอโทษด้วย”
“พะยะค่ะ”
โคคิลุกขึ้นยืนแล้วถอยให้ทางพระชายา ร่างบางเดินผ่านไปอย่างสง่าเหมือนพญาหงส์ที่เจ้าชายใช้เปรียบเปรย จากนั้นเขาก็หาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่า ไม่ใช่แค่เพียงเป็นเช่นเดียวกับเจ้าชายจิน แต่เหนือกว่าอย่างมากมายเลยทีเดียว...
และเขาก็มัวแต่เดินตามและมองการเยื้องย่างอย่างงดงามจนลืมบอกพระชายาถึงเรื่องที่สำคัญยิ่งไป นั้นคือสิ่งที่ยูอิจิพูดก่อนที่จะหมดสติไปเพราะไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ว่าถ้าเขาเอ่ยขอโทษจะฆ่าเขาทันทีที่มีแรง...
ยูอิขอตัวเดินแยกไปโรงครัวปล่อยให้โคคิเดินกับพระชายาตามลำพัง นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาใช้เวลาอยู่กับพระองค์นานกว่าครั้งไหนๆ ทุกทีแล้วเจ้าชายจะเพียงแค่ให้เขามาสังเกตความเป็นไปบางเวลา และทุกครั้งที่มาก็จะมีคำถามกับตัวเองว่าหนังสือกับพู่กันพูดได้หรือเปล่า เพราะพระองค์ใช้เวลาส่วนใหญ่กับมันมากกว่าจะทำอย่างอื่นยกเว้นเวลาที่เจ้าชายเสด็จไปหาเพื่อทำกิจกรรมน่าตื่นเต้นอื่นๆให้กันและกัน แต่หลังจากที่ยูอิจิโผล่มาในคืนหนึ่งโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า เจ้าชายก็ไม่เคยสั่งให้เขาไปคอยดูพระชายาอีกเลย แต่กระนั้นการสอดส่องพระชายาของพระองค์ก็ยังดำเนินต่อไป เจ้าชายมักใช้เวลาเล็กๆน้อยๆมองออกไปนอกหน้าต่างยังศาลากลางสวนดอกไม้ ที่ๆพระชายาใช้เป็นที่นั่งอ่านหนังสือตั้งแต่ยูอิจิมาอยู่ข้างกาย
โคคิเคยเห็นองค์รัชทายาทวางท่าทีเย็นชาใส่ยูอิจิ เขาก็รู้ทันทีว่าพระองค์หึงหวงพระชายามากแค่ไหน อย่าไปคิดอะไรมากเลยโคคิบอกตัวเอง ไม่ว่าใครเจ้าชายก็หวงทั้งนั้น ไม่เว้นกระทั่งมิซากิ
ที่จริงเจ้าชายไม่ใช่ว่าไม่มีความเยือกเย็นเหมือนพรชายา เพียงแต่ธาตุไฟในกายเยอะเกินไปเท่านั้น เมื่อวานหลังจากไล่พวกเขาสามคนออกมาจากห้องทำงานก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอีกทีตอนเสวยมื้อเที่ยง นั่นแหละที่ว่าธาตุไฟมีมากเกินไป พระองค์ร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้นัก ความสนใจส่วนใหญ่กลายเป็นข้างนอกหน้าต่างตั้งแต่สายจนเที่ยงวัน เพราะงานเอกสารยังคงกองอยู่บนโต๊ะและจำนวนมันยังเท่าเดิมไม่ต่างจากตอนเขาถูกไล่ออกไป แล้วในที่สุดพระองค์ก็ทนนั่งต่อไปไม่ไหวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนเก้าอี้ล้มหงายไปข้างหลังก่อนจะออกจากห้องไปพร้อมกับสั่งไม่ให้เดินตาม
แต่องครักษ์อย่างพวกเขาต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด จุนโนะย้ำเตือนด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นแล้วรีบเดินตามในระยะที่เจ้าชายจะไม่รู้ตัว แล้วก็ได้เห็นพระองค์เดินเข้าไปในห้องหนังสือ...
เมื่อวานจึงไม่มีใครได้ใครเสียในการพนันขันต่อ เพราะดันวางเงินไว้กองเดียวกันว่า ‘เรียบร้อยโรงเรียนเจ้าชาย’ เหมือนเดิม
แล้วผู้ที่ทำให้ธาตุไฟของเจ้าชายขาดความสมดุลก็กำลังเดินอยู่ตรงหน้าเขานี่ยังไง...
มื้อเที่ยงโคคิก็ได้มากินข้าวกับพระชายาด้วยความกังวลใจว่าถ้าเจ้าชายรู้จะมาฆ่าเขาไหม แล้วยูอิจิก็ตื่นขึ้นมามองเขาด้วยสายตาคมกร้าวทั้งที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงเดี่ยว ผ้าพันแผลบนแผ่นหลังองครักษ์ต่างนครเต็มไปด้วยเลือดชุ่มโชกจนเขารู้สึกผิดและแย่กว่าครั้งไหนๆ ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าภายใต้ผ้าพันนั้นแผลจะเหวอะหวะเพียงใด พอเขาเอ่ยปากจะขอโทษฝ่ายนั้นก็ยกมือขึ้นห้าม แล้วพูดด้วยเสียงเข่นเขี้ยว...
“ถ้าเจ้าขอโทษข้าจะฆ่าเจ้า”
ซึ่งทำให้เขาซาบซึ้งจนกลืนเนื้อกวางอบรสเลิศไม่ลง
“เจ้าทำตามคำสั่ง ไม่จำเป็นต้องขอโทษ อีกอย่างเจ้ามัวแต่ทำหน้าสำนึกมีแต่จะทำให้พระชายาลำบากใจ”
“ท่านก็เหมือนกัน ถ้าไม่รีบหายจะยิ่งทำให้ข้าลำบากใจ” พระชายาพูดเรียบๆแต่นัยน์ตากร้าวอย่างเอาจริงเอาจัง จากนั้นก็สั่งให้เขาป้อนอาหารยูอิจิที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นนั่งหรือแม้แต่ขยับตัว
“ท่านก็เห็นว่าข้ามีเวทย์ของเจ้าชายท่านกั้นอยู่” พระชายาเอ่ยเมื่อโคคิแสดงท่าทีอิดออด ดวงตาสีน้ำผึ้งมีประกายตาวาววับโกรธเคืองในการกระทำของเจ้าชายเขา และบางทีอาจจะพาลมาถึงเขาด้วย
โคคิจึงรีบตั้งหน้าตั้งตาป้อนข้าวยูอิจิที่ร่ำๆแต่จะฆ่าเขาทั้งที่ไม่ใช่คนผิด องครักษ์หนุ่มเริ่มตระหนักได้ว่าเขามาอยู่ท่ามกลาง ‘สมาคมไม่พอใจองค์รัชทายาท’ เสียแล้ว เพราะหลังจากกินเสร็จได้ไม่นานมิซากิก็โผล่มาด้วยท่าทีฮึดฮัดบ่นว่าแอปเปิลกระแทกจนปากเจ่อหมดแล้วและสักวันจะเอาคืนเจ้าชายให้จงได้
“ท่านคาเมะ...” มิซากิทำเสียงหวานแทบจะโผเข้ากอดแล้วก็นึกได้ว่าเจ้าชายร่ายเวทย์เอาไว้ ภูตลมก็ยิ่งหน้าบึ้งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถึงเจ้าชายจินเข้าไปใหญ่
“ท่านคาเมะ วันนี้เราไปเดินเล่นกันไหม” มิซากิเมินผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงอย่างสิ้นเชิงโดยการลอยข้ามแผ่นหลังที่พันไว้ด้วยผ้าสีขาวไปหาร่างบาง
“ข้าคิดจะอยู่เป็นเพื่อนท่านยูอิจิก่อน แล้วเจ้ากลับมานานหรือยัง”
“นานแล้วแต่ข้าถูกเจ้าชายรังแก ข้าเป็นภูตลมตัวนิดเดียวแท้ๆยังทำร้ายข้าได้ลงคอ คราวหน้ากลับมาแล้วจะมาหาท่านคนแรกเลย ตอนนี้มีแต่ท่านคนเดียวที่ดีกับข้า...”
ภูตลมขี้อ้อนยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งให้คนๆเดียวที่ตัวเองทั้งรักทั้งปลาบปลื้ม ก่อนจะหันไปทำตาขวางให้โคคิและยูอิจิที่ลอบเบะปากอยู่ข้างหลัง
ครู่ต่อมาจุนก็มาสมทบ โคคิอดไม่ได้ที่จะชะเง้อดูที่หน้าต่างมองหาม้าปีศาจตัวใหญ่แต่ก็ไม่พบนอกจากทหารมากมายเกาะหน้าต่างมองเข้ามา ถ้าทสึคิมาอีกตัวเขาจะได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ‘สมาคมคนรักพระชายา’ เสียเลย และชักเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเจ้าชายขึ้นมานิดหน่อยแล้วว่าทำไมถึงได้หวงชายานักหนา เพราะไม่ว่าใครพอได้พบเห็นใกล้ชิดนางพญาก็มีอันต้องหลงเสน่ห์ไปทุกคนเช่นนี้
และเขาก็กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนั้นในไม่ช้า ถ้ายังคงปักหลักนั่งอยู่ในวงล้อมของผู้ชื่นชมต่อไป
“หม่อมฉันคงต้องขอตัวก่อนแล้วล่ะพะยะค่ะพระชายา อีกเดี๋ยวเจ้าชายคงจะเสด็จยังลานตัดสินแล้ว หม่อมฉันต้องไปทำหน้าที่องครักษ์ของพระองค์”
“เสด็จยังลานตัดสิน? วันนี้มีใครจะถูกพิพากษาหรือโคคิ”
จุนถาม... แต่ในคำถามนั้นไม่ได้เป็นไปด้วยความใคร่รู้นัก เพียงแต่มันคือนิสัยที่ต้องคอยรู้ว่าเจ้านายของตนจะไปที่ใดหรือทำอะไร
“ตัวดูดเสียงไง ในที่สุดมันก็จะถูกทำโทษเสียที ข้าล่ะดีใจที่สุดเลย”
มิซากิโยกศีรษะอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าซีดเผือดของจุน
โคคิเกิดอาการถูกใจกับนามใหม่ที่มิซากิตั้งให้ปีศาจเรเซย์ตนนั้นยิ่งนักแต่ไม่มีเวลาพอจะเสวนาความโกรธเกลียดที่มีต่อมัน ตั้งแต่ความหล่อที่ปีศาจไม่ควรจะมีจนถึงความชั่วที่บังอาจทำร้ายเจ้าชายของตน
“ดังนั้นหม่อมฉันต้องขอตัวก่อนนะพะยะค่ะ”
เขาลุกขึ้นโค้งกายกล่าวลาพระชายา แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อร่างโปร่งของปีศาจงูจงอางคู่กัดของตนก็รีบลุกขึ้นด้วย
“ข้าก็ด้วยท่านคาเมะ ข้าต้องขอตัวก่อน” จุนพูดอย่างแร่งรีบนักแล้วลุกขึ้นเดินจากไปก่อนองครักษ์ผู้ที่ควรจะรีบเสียมากกว่าอีก
เมื่อโคคิเดินไปแล้ว มิซากิชะเง้อคอมองผ่านหน้าต่างดูจุนที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปทางวังหลวงอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะหันกลับมาเฉลยเหตุผลที่ใครๆต่างก็สงสัยว่าเหตุใดจึงต้องรีบขนาดนั้นว่า...
“สงสัยจุนต้องรีบไปเอาหินขว้างตัวดูดเสียงก่อนที่จะไม่ได้ขว้างแน่ๆเลย เสียดายรู้อย่างนี้ข้ารอขว้างกับจุนดีกว่า”
+++++++
งานจำพวกเอกสารเสร็จสิ้นตั้งแต่ก่อนเที่ยง แต่วันนี้จินไม่ต้องออกไปตรวจดูความเป็นไปของราษฎร เพราะทุกคนเตรียมจะมารวมตัวกันที่หน้าลานตัดสินในอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้เพื่อฟังการพิพากษาโทษปีศาจร้ายที่เกือบปลงพระชนม์รัชทายาทที่หนึ่งแห่งโซระ
เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้นเพียงสองครั้งแล้วถูกเปิดออก จินหันมาต้อนรับการมาอย่างอย่างร้อนใจด้วยรอยยิ้มไม่สดใสนัก
“ข้ากำลังรออยู่เชียว”
แน่นอนนั่นคือจุนที่รีบมาหาพระองค์ทันทีที่ได้รู้ข่าว ใบหน้าแสดงความร้อนรนราวกับว่าผู้ที่กำลังถูกตัดสินคือญาติของตนเองอย่างนั้น แต่ถึงไม่ใช่ญาติจินก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดี
นางกำนัลสองคนกำลังช่วยองค์รัชทายาททรงชุดสีทองตัดเย็บอย่างดีสำหรับทำพิธีการ บางทีจินควรจะสั่งให้นางพญาแต่งตัวด้วย แต่ว่าป่านนี้ถ้าไม่ขลุกอยู่กับหนังสืออยู่ในห้องก็คงจะไปนั่งรู้สึกผิดอยู่กับองครักษ์ของตัวเองที่ห้องพยาบาลทหารเพราะไม่มีศาลาให้นั่งอีกต่อไปแล้ว
น่าเสียดาย จินอุตส่าห์รอมาตลอดเช้าว่าเมื่อไหร่นางพญาจะมาอาละวาด แต่จนสายวังก็ยังคงเงียบเชียบ...
“เจ้าชายจะตัดสินโทษซากุราอิ โชอย่างไรหรือ”
จินเหลือบมองคนถามแล้วยกพระหัตถ์เป็นสัญญาณให้นางกำนัลหยุดมือและออกไปจากห้อง เมื่อได้อยู่ตามลำพังกับลูกสมุนคนสำคัญ ร่างโปร่งก็เดินเข้ามาทำหน้าที่จัดการกับฉลองพระองค์แทนนางกำนัล
“แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะตัดสินอย่างไรล่ะ”
ใบหน้าขาวจนเกือบจะไม่ต่างกับแผ่นกระดาษบอกความรู้สึกของเจ้าตัวได้อย่างดี ความเศร้าซึมฉายชัดอยู่ในดวงตาไร้ประกาย สิ่งที่บีบรัดจิตสำนึกของจุนตลอดเวลาคือความคิดที่ว่าตนคือต้นเหตุของทุกรอยแผลของวรกาย โลหิตทุกหยด และความเจ็บปวดเจียนตายของพระองค์ แต่ในความทุกข์ทนนั้นก็มีวิตกกังวลซุกซ่อนอยู่มากมาย
“ท่านจะส่งปีศาจตนนั้นไปนรกใช่หรือไม่” เสียงของจุนช่างเบาหวิวเหลือเกิน
“ปีศาจตนนั้นมีความผิดร้ายแรงที่แม้แต่ชาวเมืองก็ไม่สามารถอภัยให้ได้เจ้าก็รู้ดี”
“คำตัดสินนี้ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้เลยหรือ”
“ข้ายืดเวลาตัดสินมานานมากแล้ว หากยังยืดเยื้อต่อไปชาวเมืองก็คงจะประท้วงในไม่ช้า และข้าไม่อยากเสื่อมศรัทธาเพราะปีศาจตนหนึ่งที่เกือบเคยเอาชีวิตข้า เรื่องนี้เจ้าก็รู้ดีเช่นกันไม่ใช่หรือ”
“แต่ข้าก็เคยเป็นสาเหตุที่ทำให้ปีศาจตนหนึ่งเกือบเคยเอาชีวิตท่านและทหารอีกเกือบพันนาย เจ้าชายก็คงไม่ลืมใช่ไหม”
“ข้ามีความแค้นส่วนตัวกับเรเซย์ตนนั้นแต่มันก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น แล้วที่ข้าพาทหารทั้งกองทัพออกไล่ล่ามันก็ไม่ใช่เพราะเจ้า หยุดคิดว่าทุกอย่างมีต้นเหตุมาจากเจ้าเสียที มีปีศาจเข้ามาก่อความวุ่นวายมันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วที่ต้องจัดการ แม้จะพลาดท่าเสียทีไปบ้างก็เป็นเพราะความเลินเล่อของข้าเอง เข้าใจไหมจุน”
“แต่ข้า...”
“ถ้าความจงรักภักดีต่อข้าทำให้เจ้าทุกข์ คิดว่าข้าจะชอบอย่างนั้นหรือจุน”
“แต่ถ้าข้าไม่ได้รับโทษเลย ท่านคิดว่าข้าจะชอบหรือเปล่าล่ะเจ้าชายจิน”
ยามนี้จุนแทบไม่ต่างจากตอนกลายร่างเลยสักนิด ดวงตาสีนิลส่องประกายดุดันเหมือนเวลาที่งูจงอางแผ่แม่เบี้ย แม้จะเป็นการข่มอย่างนอบน้อมที่สุดแต่จินรู้ว่าสถานการณ์ระหว่างทั้งสองกำลังเปลี่ยนไปแล้ว...
“สรุปว่าที่เจ้ามานี่เพื่อต้องการรับโทษหรือมาขอผ่อนโทษให้เรเซย์ตนนั้นกันแน่”
จินคาดเดาความคิดของลูกสมุนคนนี้ไม่ถูกเสียแล้ว ทำไมพระองค์จึงรู้สึกว่าตอนนี้กำลังถูกอีกฝ่ายขู่อยู่อย่างไรไม่รู้
“ข้าต้องการ...”
แต่ทว่าเสียงประตูถูกเคาะอีกครั้งคั่นถ้อยคำที่กำลังจะหลุดจากปากบางสีแดงเรื่อเนื่องมาจากการขบกัดเอาไว้เป็นเวลานาน จุนเป็นปีศาจว่านอนสอนง่ายมาแต่ไหนแต่ไรแต่สัญชาตญาณของพญางูพิษก็ยังคงมีอยู่ในสายเลือดเช่นกัน รอยฟันขบบนริมฝีปากคล้ายการย้ำเตือนจินถึงความอดทนอดกลั้นกับความโมโหร้ายของจุนในเวลาเดียวกัน...
“ขออภัยพะยะค่ะเจ้าชาย”
จินละสายพรเนตรไปที่ประตูซึ่งไม่ได้ถูกเปิดเข้ามา จุนก็หยุดมือจากชายผ้าส่วนสุดท้ายที่จัดจนเข้ารูปเข้ารอยแล้วถอยออกมายืนห่างพระองค์ไปเล็กน้อย
“มีอะไรหรืออุเอดะ”
“หม่อมฉันให้ทหารพานักโทษไปลานตัดสินแล้วพะยะค่ะ”
“อืม เรียบร้อยดีใช่ไหม ถ้ามีใครเข้ามาทำร้ายนักโทษของข้า จับไปรอสอบสวนให้หมด”
“เอ่อ...รวมถึงภูตลมของพระองค์ด้วยหรือเปล่าพะยะค่ะ”
“หมายความว่าไง”
“หม่อมฉันคิดว่าก้อนหินนับร้อยก้อนที่อยู่ในห้องขังปีศาจเรเซย์น่าจะเป็นฝีมือของ...”
“อีกแล้วหรือ แล้วตอนนี้เจ้าตัวซนอยู่ที่ไหนล่ะ”
ก่อนจะตอบ อุเอดะก็อ้ำอึ้งไปเล็กน้อย
“...น่าจะหนีไปแล้วพะยะค่ะ”
จินแย้มโอษฐ์ยิ้มแยกเขี้ยว เมื่อเช้ากว่าจะคั้นเอาเรื่องราวจากเจ้าคนเล่นตัวออกมาได้ต้องใช้แอปเปิลเปิดปาก แต่ทีเรื่องอย่างนี้ล่ะไวเหลือเกินนะ
“เจ้าทำดีแล้ว ไปคอยคุ้มกันนักโทษที่ลานเถอะ แล้วให้โคคิมารอข้าที่นี่เดี๋ยวข้าจะตามไป”
อุเอดะรับคำบัญชาแล้วจากไปอย่างเงียบๆทิ้งให้ภายในห้องมีเพียงความเงียบสงัด องค์รัชทายาทกำลังตั้งใจรอฟังสิ่งที่จุนพูดค้างเอาไว้ แต่ในใจลึกๆก็หวั่นพระทัยไม่น้อยกับท่าทีลูกสมุนของพระองค์
“มิซากิอยู่ที่ห้องพยาบาลกับพระชายา ข้าก็เพิ่งผละมาเมื่อครู่นี้เหมือนกัน”
ได้ฟังอย่างนั้นแล้วองค์รัชทายาทยิ่งหงุดหงิดพระทัยยิ่งนัก
“ทำไมไม่ย้ายสังกัดกันเสียให้หมดเลยล่ะ ต่อไปนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นหัวข้าแล้วก็ได้”
ทว่าคำพูดตัดพ้อไม่ได้ทำให้จุนแสดงท่าทีถนอมน้ำใจเจ้าชายด้วยการสรรหาคำพูดมาเอาใจเช่นที่มิซากิทำ แต่จุนกลับยิ้มขื่น
“ข้าอาจจะทำ ถ้าเจ้าชายทำอะไรที่ไม่ถูกใจข้า...”
แต่มันกลับกลายเป็นการข่มขู่ที่แสนจะเอาจิงเอาจัง...
“ข้ามีเรื่องอยากต่อรอง”
แทนที่จะใช้คำว่าขอร้อง จินต้องประหลาดใจที่จุนใช้คำพูดที่พระองค์คิดไม่ถึง ดูเหมือนว่าเรื่องน่าตื่นเต้นกำลังจะมาทักทายพร้อมกับความลำบากใจเสียแล้ว
++++++++++++++++++++++
ลานตัดสิน < -- ตรงนี้ที่ขาดหายจ้า (ยังมะได้แต่ง)
++++++++++++++++
“ไปเถอะ ข้าอยากไป”
วันนี้ต้องให้สบถคำว่านรกสักกี่ครั้งกันนะ...
องค์รัชทายาทยืนกอดอกพิงเสาต้นหนึ่งบนทางเดินไปยังฝั่งตะวันตก ไม่รู้ด้วยความบังเอิญหรืออะไรทำให้มาเจอกับนางพญาเข้าพอดิบพอดีและมีเจ้าภูตลมลอยกระดี้กระด๊าอยู่รอบๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าถ้าไม่มีเวทย์ของพระองค์ร่ายอยู่ เจ้าตัวเล็กคงเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมอกบางๆแบบที่เคยทำกับพระองค์เมื่อก่อนแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้จินอยากจะพูดว่า รอให้นรกเย็นเสียก่อนเถอะ! เพียงแค่เจ้าแมลงตัวน้อยๆมาตอมขนมหวานของจินไม่ได้ทำให้เกิดความรำคาญจนหัวเสีย ทว่าเป็นคำขอร้องที่ไร้สาระนั่นต่า
